-:- Wat Pa Doisaengdham Yanasampanno -:-
 
 
 
 
 
 
 
เข้าสู่ระบบ
User name
Password
สมัครสมาชิก ลืมรหัสผ่าน


 
 
 
 
 
แวดวงพระกรรมฐานไทย
ข่าวเด่น-สาระน่ารู้
สนทนาภาษาธรรม
ศาลาบันเทิงธรรม
ธรรมสัญจร
พูดคุยกับ Webmaster
 
 
 
 
<-- BACK
เชิญชมอัฐิธาตุและพระธาตุ 28 พระอรหันต์ ณ พระธุตังคเจดีย์ วัดอโศการาม ตอน 3 (เข้าชม : 29177) [ 10 พฤษภาคม 2551 ]

เชิญชมอัฐิธาตุและพระธาตุ 28 พระอรหันต์ ณ พระธุตังคเจดีย์ วัดอโศการาม ตอน 3

     หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด  อุดรธานี

พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน)

       นามเดิม บัว โลหิตดี  เกิดเมื่อปี พ.ศ.2456 ณ บ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี  โยมบิดาชื่อ นายทองดี โลหิตดี โยมมารดาชื่อ นางแพง โลหิตดี มีพี่น้องจำนวน 16 คน   มีนิสัยเด็ดเดี่ยว จริงจัง ขยันขันแข็ง รักความสัตย์ความจริง   มีความกตัญญูกตเวทิตา

ใบสุทธิหลวงตา

        ท่านบวชเมื่อ 12 พฤษภาคม พ.ศ.2477  เมื่ออายุ 21 ปี ณ วัดโยธานิมิตต์  ต.หมากแข้ง อ.เมือง จ.อุดรธานี ด้วยเหตุที่โยมบิดาขอให้บวช  เมื่อบวชเรียนได้ศึกษาพระพุทธประวัติ เกิดความซาบซึ้งและสนใจที่จะบวชต่อ จึงตั้งใจไว้ว่าจะบวชเรียนให้ได้เปรียญธรรม 3 ประโยค  จึงจะออกปฏิบัติ

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พระบุพพาจารย์ใหญ่แห่งยุคปัจจุบัน

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายกรรมฐานของหลวงตามหาบัว

       คราวท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดเจดีย์หลวง จ.เชียงใหม่ ท่านได้พบหลวงปู่มั่นครั้งแรก เกิดความศรัทธาเลื่อมใสอย่างยิ่ง  หลังจากศึกษาปริยัติจนจบเปรียญธรรม 3 ประโยคแล้ว  จึงได้ติดตามหลวงปู่มั่น และได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์ที่วัดป่าหนองผือ อ.หนองผือนาใน จ.สกลนคร    เพื่อศึกษาข้อวัตรการปฏิบัติจากท่าน 

       หลวงตาได้เมตตาเล่าว่า  หลังจากจบปริยัติแล้ว ท่านได้มีความสงสัยว่า พระอรหันต์มีจริงหรือไม่ และหากมีจริงแล้ว ในยุคนี้สมัยนี้พระอรหันต์จะยังมีอยู่หรือไม่  หากมีอยู่จริง จะขอฝากตัวเป็นศิษย์  เมื่อได้พบและฟังธรรมจากองค์หลวงปู่มั่น ท่านได้ลงใจกราบหมอบราบและนับถือหลวงปู่มั่นเป็นอาจารย์ฝากเป็นฝากตายกับท่านได้อย่างแท้จริง

       หลวงตาได้เคยเล่าถึงครั้นเมื่อไปถึงหนองผือใหม่ ๆ  พระทุกรูปประดุจพระอริยเจ้า ต่างรักษาพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด ทุกองค์อยู่ในท่าแห่งความเพียร ไม่ว่าบิณฑบาต ปัดกวาดลานวัด ทำกิจสงฆ์ ยืน เดิน นั่ง นอน ล้วนอยู่ในอิริยาบถความเพียรตลอดเวลา เปรียบเหมือนนักมวยที่ขึ้นสู่เวทีก็ต้องอยู่ในท่าต่อสู้ตลอดเวลาตั้งแต่ตื่นถึงหลับ  เมื่อตื่นก็กำหนดสติ มิให้เผลอไปกับความง่วงมึนซึมใด ๆ  ใจพร้อมอยู่กับการภาวนา

          ธุดงค์

       ปฏิปทาของครูบาอาจารย์สายธุดงค์กรรมฐานส่วนใหญ๋มักจะแสวงหาที่สงบเงียบ ซึ่งเหมาะแก่การบำเพ็ญธรรม เช่นป่า ป่าช้า ถ้ำ เงื้อมผา  ปฏิปทาของหลวงตามหาบัวก็เช่นกัน  ท่านมักเข้าป่าเขาลึกตามลำพัง ผ่านดงเสือสัตว์ร้าย อดทนต่อสู้กับความยากลำบากต่าง ๆ ทั้งความอดอยาก ความหนาวเหน็บกลางป่าเขา ฝากเป็นฝากตายไว้กับธรรม เร่งความพากเพียรอย่างอุตสาหะ  อดอาหาร  15 วันสลับกับการผ่อนอาหาร  บางคราวท่านไม่ออกมาบิณฑบาตจนชาวบ้านแตกบ้านกันมาหาเพราะเกรงจะเจ็บป่วยหรือได้รับอันตราย   

หลวงตาพระมหาบัว

       ท่านปฏิบัติธรรมได้หลักได้เกณฑ์ครั้งสำคัญเมื่อคราวพิจารณาทุกขเวทนา ด้วยการอธิษฐานจิตนั่งสมาธิไม่ขยับกายตั้งแต่ย่ำค่ำจนรุ่งเช้า เพียรพิจารณาต่อสู้กับเวทนาอันกล้าประดุจไฟโหมทั้งร่าง แต่ก็ไม่ยอมถอนคำสัจจ์ ทนแผดเผากิเลส และที่สุดทุกข์ที่โหมดับได้ด้วยความตั้งมั่นของใจและการพิจารณาทางปัญญา ค้นหาความจริงของทุกขเวทนาจนพบ สามารถแยกกายแยกเวทนาและจิตได้ จิตเกิดรวมใหญ่ เวทนาดับสนิทอย่างน่าอัศจรรย์  ถอนสมาธิเวลาเช้า ปรากฎร่างกายเบาจิตมีกำลัง  เกิดความอาจหาญเชื่อมั่นในธรรมที่ปฏิบัติ   หลังจากเข้ากราบและรับอุบายธรรมจากองค์หลวงปู่มั่น การปฏิบัติก็ก้าวหน้าเป็นลำดับ  กิเลสก็เบาบางลง เกิดความสุขอัศจรรย์  

        หลวงตามหาบัว เมื่ออายุได้ 36 ปี 16 พรรษา

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน

ถ่ายเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ.2493

       หลังจากนั้น ความเพียรท่านราบรื่นอย่างสม่ำเสมอ จนกระทั่งวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ.2493 ท่านได้ครองธรรมสมความมุ่งหวัง ณ หลังเขาวัดดอยธรรมเจดีย์ เวลา 23.00 น.

       จากนั้น ท่านได้ออกโปรดสัตว์สืบทอดพระพุทธศาสนาเช่นเดียวกับครั้งพุทธกาล  โดยโปรดโยมมารดา  และได้ตั้งวัดป่าบ้านตาดเมื่อปี พ.ศ.2498

หลวงตามหาบัว ณ วัดป่าบ้านตาด

หลวงตามหาบัว กับกุฏิท่านที่วัดป่าบ้านตาด เมื่อปี พ.ศ.2502

        ท่านเล่าว่า เมื่อครั้งมาตั้งวัดป่าบ้านตาดใหม่ ๆ  เวลานั้นที่นั่นเป็นดงชุกชุมไปด้วยสัตว์ มีทั้งเก้งกวาง หมูป่า งูเหลือม งูจงอาง  เสือดาว เสือใหญ่  แต่เสือใหญ่คือเสือโคร่งไม่ค่อยเข้ามาในเขตวัด ส่วนเสือดาวมักเข้ามากินหมา เพราะเห็นจากรอยที่มาคาบหมาไป  หมาในเวลานั้นจึงมักอยู่ติดพระ ไม่กล้าห่างตลอดเวลา

       ในยุคสมัยแรก ท่านได้ทุ่มเทการสั่งสอนที่พระภิกษุ  เพื่อให้มีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบสืบศาสนา   เวลานั้นจึงมีแต่พระเป็นส่วนใหญ่ มีฆราวาสก็น้อยมาก  พระภิกษุที่มาขอปฏิบัติก็เลือกรับเฉพาะผู้ที่ตั้งใจปฏิบัติขัดเกลากิเลส และมุ่งในธรรมจริง ๆ   และความที่ฆราวาสมาอยู่ปฏิบัติธรรมน้อย อาหารและลาภปัจจัยต่าง ๆ จึงไม่มากนัก จึงเป็นการส่งเสริมให้เกิดความสดวกต่อการขัดเกลากิเลสอย่างยิ่ง 

         ปฏิปทาการสอนสั่งพระภิกษุของท่าน สืบทอดตามอย่างหลวงปู่มั่นทุกกระเบียดนิ้ว ทั้งในเรื่องพระธรรมวินัย ข้อวัตรปฏิบัติต่าง ๆ ท่านใส่ใจกวดขันพระเณรอย่างยิ่ง  หากถึงคราวควรดุก็ดุ ควรว่าก็ว่า แต่ก็เต็มไปด้วยเหตุผลน่าฟังและน่าพิจารณา บางวันบางคืนแม้ดึกสงัดซึ่งยังไม่ใช่เวลาควรจำวัด ท่านก็จะเดินไปตรวจตามกุฎิโดยไม่ใช้ไฟฉาย หากหลวงตาพบเห็นใครจำวัดพักผ่อน ไม่มีความเพียรปรากฏ และพบเกิน ๓ ครั้ง ก็จะถูกไล่ออกจากวัดในเวลารุ่งเช้าทันที เพื่อไม่ให้พระเณรนอนใจในการขัดเกลากิเลสอันเป็นต้นเหตุทุกข์ทั้งหลาย  จากที่พระเณรมีความเพียรอยู่แล้ว ทำให้ไม่กล้าประมาทต่อความเพียรยิ่งขึ้นไปอีก  พระหลายรูปจึงได้หลักใจจากการไปอยู่ศึกษาปฏิบัติกับท่าน

วัดป่าบ้านตาด

บรรยากาศภายในวัดป่าบ้านตาดยามเย็นอันสงบ ซึ่งเหมาะแก่การเพาะบ่มภาวนากำลังจิต

       ในยุคนั้น ครูบาอาจารย์สายศิษย์หลวงปู่มั่น มักไปเยี่ยมเยียนกันตามโอกาสอำนวย หลวงพ่อชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง อุบลราชธานี ท่านก็เป็นอีกองค์หนึ่งที่ได้ไปเยี่ยมหลวงตา  และได้กล่าวกับศิษย์ของท่านถึงปฏิปทาของหลวงตามหาบัวว่า "ท่านอาจารย์มหาบัวเป็นครูบาอาจารย์ที่รักษาข้อวัตรปฏิบัติตามอย่างหลวงปู่มั่นได้มากที่สุดในสมัยนี้"

         กิตติศัพท์ของหลวงตามหาบัวได้เรื่องลือไปตามสำนักกรรมฐานต่าง ๆ พระในสายกรรมฐานหลายรูปจึงผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาศึกษาที่นี่ เมื่อพอได้หลักแล้ว หลวงตาท่านก็จะให้ย้ายออกเพื่อเปิดโอกาสให้พระผู้มาใหม่มาอยู่แทน 

            ส่วนเทปและหนังสือธรรมะของท่านได้กระจายไปสู่วัดต่าง ๆ เช่น หนังสือประวัติหลวงปู่มั่น  หนังสือปฏิปทาพระธุดงค์กรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น , ความลึกลับซับซ้อนของจิตตวิญญาณ , อวกาศของจิต อวกาศของธรรม , ปัญญาอบรมสมาธิ ฯลฯ เทปธรรมะอบรมพระ-อบรมฆราวาสอีกหลายพันกัณฑ์ ท่านอบรมสั่งสอนอยู่หลายรุ่น จนกระทั่งมีผู้ที่พอจะยังศาสนาให้เป็นไปอยู่หลายท่าน  หลวงตาท่านจึงเริ่มโปรดฆราวาสมากขึ้น

หนังสือธรรมะหลวงตา

หนังสือธรรมะบางส่วนของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

       เมื่อมีฆราวาสเข้ามามากขึ้น ปัจจัยที่ได้จากผู้มีจิตศรัทธาก็เพิ่มขึ้น  หลวงตาท่านได้รวบรวมนำไปสงเคราะห์จุดที่ขาดแคลน เช่น โรงพยาบาลที่ห่างไกลกันดาร สถานสงเคราะห์ที่ขาดแคลนอาหาร ทั้งเครื่องมืออุปกรณ์ของกินของใช้ต่าง ๆ รวมไปถึงผู้ยากไร้ที่ท่านได้พบเห็นระหว่างทาง ไม่ว่าทั้งคนหรือสัตว์ก็ตาม

        นอกจากนั้น ท่านก็ยังได้รักษาผืนป่า ท่านได้เคยเทศน์ปรารภแสดงความเห็นห่วงผืนป่าที่นับวันจะหมดไป   พระรุ่นต่อ ๆ ไปจะหาที่สงัดได้ยากกว่าในอดีต   ท่านได้กล่าวถึงผลกระทบที่มีต่ออากาศและฤดูกาลซึ่งเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าและแหล่งน้ำที่หมดไปเป็นจำนวนมาก  จึงได้ซื้อที่ดินรักษาผืนป่าต้นน้ำ เช่นที่น้ำหนาว ท่านได้ซึ้อที่ไว้เป็นหลายพันไร่  และมอบหมายให้พระไปอยู่ปฏิบัติธรรมและดูแลรักษาป่า     ท่านได้ช่วยล้อมรั้ววัดป่าหลายแห่งเนื้อที่หลายพันไร่ตามจังหวัดต่าง ๆ

ผืนป่า

        ผืนป่าใหญ่อันอุดมสมบูรณ์  เป็นต้นแหล่งน้ำคือฝนที่ให้ชีวิตแก่คนและสัตว์ทั้งหลาย  เป็นแหล่งผลิตอากาศบริสุทธิ์ให้เกิดสภาพแวดล้อมที่ดีต่อโลก  และเป็นที่ภาวนาของพระผู้มุ่งความหลุดพ้นเพื่อสืบศาสนาให้ชาวไทยและชาวโลกได้มีพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ไว้เป็นที่พึ่ง และเป็นเนื้อนาบุญต่อไปในภายภาคหน้า

       เมื่อปี 2529 นับเป็นโอกาสและโชควาสนายิ่งของชาวกรุง ที่ได้มีคุณตาท่านหนึ่งมีจิตศรัทธาถวายที่ดินที่พุทธมณฑล เพื่อหลวงตาได้มีที่พำนักใกล้กรุงเทพ และจะได้เป็นที่โปรดญาติโยม โดยไม่ต้องเดินทางไปถึงอีสาน  ที่แห่งนั้นคือ สวนแสงธรรม

หลวงตาพระมหาบัว โปรดฆราวาส ณ สวนแสงธรรม

        ท่านเดินทางมาเทศน์โปรดฆราวาสเป็นระยะ  ฆราวาสหลายท่านไม่เคยรู้จักพระกรรมฐานก็ได้รู้จัก ทั้งข้อวัตรและการปฏิบัติ  และหลายท่านได้พบความอัศจรรย์ในธรรมที่ท่านรู้เห็นจากในเนื้อธรรมที่ท่านเทศน์  อุบาสกผู้ที่มีศรัทธาแก่กล้าก็สละตัวออกบวช   ส่วนอุบาสิกาก็เข้ามาปฏิบัติธรรม ณ สวนแสงธรรม ทั้งติดตามไปอยู่ปฏิบัติธรรมที่วัดป่าบ้านตาด   เทปและหนังสือธรรมะของท่านก็ได้เริ่มกระจายอย่างกว้างขวางในกลุ่มฆราวาสแต่นั้นมา

หลวงตามหาบัว ณ กุฏิที่สวนแสงธรรม

          หลังจากแสดงธรรมช่วงเช้า หลวงตากลับกุฏิแล้วมักได้เห็นท่านเดินจงกรมแทบทุกครั้ง จนลูกศิษย์เห็นจนชินตา  (กุฏิหลังแรกของหลวงตาที่สวนแสงธรรม)

          จนกระทั่งเกิดภาวะวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 ประชาชนประสบความเดือดร้อน ตกงานเป็นจำนวนมาก บริษัทห้างร้านปิดกิจการ ขณะที่ความวิกฤติครั้งนี้บ่งบอกชัดเจนว่าไม่มีท่าทีจะฟื้นตัวได้ง่าย ๆ ประชาชนจำนวนมากหมดหนทางทำกิน   สถิติการฆ่าตัวตายจึงเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

          หลวงตาท่านทราบและมีความเมตตาสงสารชาวไทยยิ่ง  แม้ในวัย 85 ซึ่งกำลังอาพาธด้วยโรคมะเร็งลำไส้  และไม่มีท่าทีว่าจะหาย จนท่านต้องสั่งทำเมรุหน้าวัดเพื่อเตรียมงานไว้แล้ว แต่ท่านก็ยังปรารภห่วงใยพี่น้องชาวไทยและพระศาสนา  จนกระทั่งมีผู้เชิญหมอจีนจากไต้หวันมารักษาท่านจนหาย ท่านจึงได้จัดตั้งโครงการช่วยชาติขึ้น โดยใช้ชื่อว่าโครงการช่วยชาติ โดยหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน  

        ในวันอันเป็นมหามงคลยิ่งต่อชาติไทย คือวันที่  12 เมษายน 2541   สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ได้เสด็จเปิดงานโครงการ ฯ โดยทรงเป็นองค์ประธานฝ่ายฆราวาส จึงนับเป็นวาสนาของชาวไทยที่หน่อเชื้อกษัตริยาเจ้าทรงเข้าร่วมกอบกู้วิกฤติของชาติในครานั้นด้วย

ทรงเสด็จเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2541 เวลาเย็น

        และเป็นมหามงคลอันยิ่ง หลังหลวงตาได้เปิดโครงการช่วยชาติได้ไม่กี่วัน  ในหลวง และสมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ เสด็จเป็นการส่วนพระองค์ เพื่อทรงกราบนมัสการหลวงตามหาบัว ณ สวนแสงธรรม ทรงสนทนาเป็นการส่วนพระองค์และร่วมถวายพระราชทรัพย์เข้าโครงการช่วยชาติ เมื่อเย็นวันที่ 28 เมษายน 2541

งานผ้าป่าช่วยชาติ

ผู้คนจำนวนมาก หลั่งไหลมาร่วมงานผ้าป่าช่วยชาติ (สวนลุมพินี)

        หลังจากนั้นเป็นต้นมา  โครงการช่วยชาติโดยหลวงตาพระมหาบัวฯ ก็ได้รับการต้อนรับจากคนไทยทั่วทุกภาค   ได้รับบริจาคทั้งทองคำและดอลล่าร์  โดยทองคำที่ได้จากการบริจาค ณ ปัจจุบัน คือ 11,637.5 กิโลกรัม หรือ 11 ตันเศษ  และดอลล่าร์ได้ 10,214,600 เหรียญสหรัฐ  รวมสินทรัพย์ทั้งหมดได้ 10,299,941,153.50 บาท (จากบันทึก ณ อัตราแลกเปลี่ยนเมื่อวันที่ 19 ธค.50)

ต้นผ้าป่าช่วยชาติ

ทองคำ

          ทองคำที่ได้รับการบริจาคเข้าสู่โครงการช่วยชาติ  เพื่อเตรียมนำมาหลอมเป็นแท่งให้ได้น้ำหนักแท่งละ 12.5 กก.ความบริสุทธิ์ 99.99%

ทองคำจากโครงการช่วยชาติ 12 ครั้ง

ทองคำที่ได้รับจากการบริจาคเข้าสู่โครงการช่วยชาติฯ ทั้ง  12 ครั้ง

      หลวงตาท่านได้เริ่มต้นโครงการช่วยชาติ ด้วยวัย 85 ปี ตรากตรำเดินทางไปตามจังหวัดต่าง ๆ  เพื่อเทศน์โปรดพี่น้องชาวไทยและรับเงินบริจาคเพื่อชาติ จนอายุได้ 92 ปี จึงสิ้นสุดโครงการช่วยชาติเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2547

ภาพในงานโครงการช่วยชาติ 

             สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงเป็นประธานฝ่ายฆราวาสในงานปิดโครงการช่วยชาติฯ ณ เวทีสวนอัมพร กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2547

    ปัจจุบันอายุท่านย่างเข้า 95 ปี ดำรงอยู่ในสมณเพศที่สะอาดบริสุทธิ์ถึง 74 พรรษา  ในวัยชรานี้ ท่านก็ยังให้ความสงเคราะห์คนทุกข์คนยาก ช่วยเหลือโรงพยาบาล ทั้งมอบอุปกรณ์การแพทย์ และสร้างอาคารจำนวนมาก ทั้งในหน่วยราชการ ตลอดจนถึงช่วยเหลือบ้านสงเคราะห์สัตว์  รวมแล้วนับหมื่นล้านบาท

เรือนบัวกรุณา ในทัณฑสถานหญิง 

            เรือนบัวกรุณา ที่หลวงตาได้สร้างไว้ในทัณฑสถานหญิง เพื่อเป็นที่อยู่ให้ผู้ต้องขังหญิงที่มีเด็กอ่อนให้อยู่แยกกับผู้ต้องขังทั่วไป  เพื่อให้มีสุขอนามัย และมีสภาพแวดล้อมที่ดีกับแม่และเด็ก  หลวงตาท่านสอนลูกศิษย์มิให้ดูแคลนนักโทษเหล่านั้น ท่านเคยปรารภกับลูกศิษย์ว่า ผู้ต้องขังที่ถูกใส่ความก็มีไม่ใช่น้อย ซึ่งน่าสงสารและน่าเห็นใจมาก  รวมทั้งเด็กเล็กซึ่งไม่ได้ทำความผิดอะไร จึงควรให้ความช่วยเหลือ

สถานสงเคราะห์สัตว์อนาถา สัตว์พิการ    อาคารและรถรักษาตา ที่หลวงตาบริจาคให้ประเทศลาว

   

  รวมอุปกรณ์การแพทย์ที่หลวงตาบริจาคให้

  อาคารพร้อมห้องผ่าตัด

     นอกจากนี้ ยังมีอาคารและเครื่องมือต่าง ๆ ที่หลวงตาบริจาคให้ทั้งโรงพยาบาลสถานสงเคราะห์อีกเป็นจำนวนมาก  ซึ่งไม่สามารถนำมาลงหมดได้ในที่นี้ 

      ย้อนเวลาในช่วงใกล้ปิดโครงการช่วยชาติ ฯ (ประมาณต้นปี 47) ท่านอาจารย์ทอง เจ้าอาวาสวัดอโศการามได้มากราบเรียนปรึกษากับหลวงตาในเรื่องการบูรณะพระธุตังคเจดีย์ เนื่องจากมีการทรุดตัว  หลวงตาจึงได้ให้ความช่วยเหลือ โดยใช้งบประมาณในการซ่อมแซมมากถึง 70 กว่าล้านบาท   

          หลวงตาได้ปรารภถึงความสำคัญของพระธุตังคเจดีย์ เช่นที่ได้เทศน์ไว้ ดังเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม พุทธศักราช 2548  เรื่อง ลงได้จริงในหัวใจแล้วไม่หวั่นกับอะไร 

      "ในปัจจุบันนี้ยังไม่มีเจดีย์ที่ศักดิ์สิทธิ์วิเศษสดๆ ร้อนๆ เหมือนครั้งพุทธกาล แล้วคราวท่านสร้างเจดีย์ธุดงค์ 13 คราวนี้ โดยที่ท่านอาจารย์ลี ท่านเป็นต้นเหตุริเริ่มขึ้นมาเป็นมหามงคลแก่พี่น้องชาวไทยเราเป็นอย่างมาก ทีนี้เจดีย์นั้นชำรุดทรุดโทรมมาก เราซ่อมแซมใหม่ ตกลงกันกับท่านทอง เราเป็นหัวคิดว่างั้นเถอะ เราจะพยายามอาราธนาพระธาตุของครูบาอาจารย์ทั้งหลาย นับแต่หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นลงมา และครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่เป็นลูกศิษย์ พ่อแม่ครูจารย์มั่นของเรานี้ เวลาท่านล่วงไปแล้วอัฐิของท่านกลายเป็นพระธาตุน้อยเมื่อไร รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 20 องค์ ที่ท่านล่วงไปแล้วอัฐิกลายเป็นพระธาตุๆ นั้นคือพระอรหันต์แต่ละองค์ๆ ในครั้งพุทธกาลกับครั้งนี้เสมอกันหมด เข้าใจ"

พระธุตังค้เจดีย์

       "ทีนี้เราจะยกเจดีย์นี้ขึ้น เพื่ออาราธนาพระธาตุของครูบาอาจารย์ทั้งหลาย เข้ามารวมอยู่ในเจดีย์นี้ แล้วได้กราบไหว้บูชาศักดิ์สิทธิ์วิเศษ ในภาคกลางเป็นจุดศูนย์กลางแห่งเจดีย์ของพระอรหันต์ ชุดปัจจุบันสดๆ ร้อนๆ เข้าใจไหม นี่ละให้เป็นที่ศักดิ์สิทธิ์วิเศษ เราจึงพยายามหนุน บอกท่านทองเลยว่าเอาเลยนะทอง งานไม่ให้หยุดชะงัก เอาเงินมีขาดให้ขาด เราบอกงั้นละ"

รูปหล่อหลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน

รูปหล่อหลวงตาพระมหาบัว ภายในพระธุตังคเจดีย์

เกศาของหลวงตาพระมหาบัว

เกศาของหลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน ที่อัญเชิญไว้ ณ พระธุตังคเจดีย์ หน้ารูปหล่อของท่าน

             ขอเล่าเกร็ดที่น่าสนใจ เนื่องจากผู้เขียนได้มีโอกาสพบเห็นเหตุการณ์ที่น่าแปลกใจ  คือเส้นเกศาของหลวงตามหาบัวที่บรรจุในผะอบ เกิดเม็ดสีดำเล็ก ๆ จำนวนมาก มีลักษณะเป็นเงามันสวยงามระยิบระยับ ส่วนเกศานั้นไม่พบ  ผู้เป็นเจ้าของได้เล่าว่าเกศาของหลวงตานี้ได้เก็บมานานนับ 10 ปีแล้ว  ซึ่งในขณะนั้นหลวงตาท่านยังไม่สูงวัยมากนัก  ยังมีเส้นผมสีดำ   หลังจากนั้น ปลายเดือนเมษายน 2551 ได้ไปดูแลหิ้งพระ ก็พบผะอบปรากฏลักษณะดังกล่าว

ผะอบบรรจุเกศาหลวงตาพระมหาบัว

           จากภาพ ผะอบที่บรรจุเกศาหลวงตามหาบัว ไม่ปรากฏเส้นเกศา  แต่มีวัตถุลักษณะเป็นเม็ดเล็ก ๆ สีดำเป็นมันเงาสวยงาม

เกศาหลวงตาพระมหาบัว

          เมื่อสำรวจดู พบว่าที่ก้นผะอบ จะมีเส้นเกศาเล็ก ๆ ปรากฏอยู่  และมีลักษณะสั้นลงกว่าเดิมประมาณ 5-6 ส่วน  

เม็ดดำมันที่เกิดจากเกศาหลวงตาพระมหาบัว

        ภาพขยาย 200 เท่า จะเห็นความมันเงาสวยงามคล้ายลักษณะของพระธาตุอย่างชัดเจน เป็นไปได้ว่า เส้นเกศาของท่านได้กลายเป็นพระธาตุ เช่นของครูบาอาจารย์บางองค์ที่เคยปรากฎ  

        ปัจจุบัน หลวงตาพระมหาบัว ท่านยังพำนักอยู่ ณ วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี  หากผู้ใดมีจิตศรัทธา ก็สามารถเดินทางไปกราบนมัสการท่านได้ในเวลาเช้าของทุกวัน

ขอพักไว้เพียงเท่านี้  โอกาสหน้าจะนำมาลงเพิ่มเติมครับ

เชิญคลิ๊กเพื่อชม ตอน 1 , ตอน 2

 
 
 
พระอาจารย์วิทยา กิจจวิชโช
วัดป่าดอยแสงธรรมญาณสัมปันโน
136 หมู่ที่ 8 ตำบลแม่นาวาง อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ 50280
โทร. (โทรสาร.) 0-5347-3382
ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : webmaster@doisaengdham.com
ติดต่อทีมงาน : support@doisaengdham.com
ติดต่อเจ้าอาวาส : wittaya@doisaengdham.com
Copyright © 2010 by Wat Pa Doisaengdham Yanasampanno. All Rights Reserved.